Thai Place Training
presents
งานสัมมนา
"รวยด้วยสังคมออนไลน์...เงินล้าน"
เมื่อถามว่า คนส่วนใหญ่รู้จักสังคมออนไลน์หรือไม่ คำตอบก็คือ "รู้" คงเป็นเพราะ Social Media Marketing นับได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่โดดเด่นที่สุดในทศวรรษนี้ แต่มีน้อยคนที่เข้าใจกลยุทธ์ Social Media อย่างแท้จริง...
งาน สัมมนานี้จะนำท่านสู้เครื่องมือการวิเคราะห์และการนำ Social Media Strategy ไปปรับใช้ได้อย่างแท้จริง สำหรับผู้สนใจ หรือเถ้าแก่มือใหม่ สู่ความเป็นเถ้าแก่มืออาชีพ ด้วยเหตุนี้ ทาง Thai Place Training จึงได้ประสานงานกับนักวิชาการจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรง มาให้ความรู้และกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
กำหนดการ
13.00-13.15 ลงทะเบียน
13.15-14.15 Social Media โดย ดร.พิมพ์ สุ่นนสัสดิ์ (อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
14.15-15.00 พักทานกาแฟ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับทีมงาน และวิทยากร
15.00-16.15 วิธีการปรับใช้ Social Media เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจพร้อมทั้ง Case Study โดย อ.การ ปิยะธานินท์
ค่าสัมมนาเพียง 100 บาทต่อที่นั่ง
พร้อมลุ้นรับ MP3 Samsung1GB มูลค่า 3500 บาท
จำนวน 5 รางวัล สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนก่อน 10 มกราคม 2554
ติดต่อได้ที่ piyathanin@gmail.com
วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554
เทรนด์น่าสนใจของการขายสินค้าที่จะเปลี่ยนไปในปี 2011
เวบไซต์ trendwatching ได้ทำสรุปเทรนด์น่าสนใจในปี 2011 ขึ้น โดยหนึ่งในนั้นคือเรื่องของโมเดลการตั้งราคาและขายสินค้าที่จะเปลี่ยนไปในปี 2011 อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนไป ประกอบกับเทคโนโลยีออนไลน์ที่จะมีประสิทธิ์ภาพและส่งผลต่อการซื้อขายสินค้าออนไลน์มากขึ้นเรื่อย
ความสำคัญตอนหนึ่งของบทความสรุปพฤติกรรมของบริโภคที่จะมีผลต่อโมเดลการจำหน่ยสินค้าไว้ 3 อย่าง คือ
- ผู้บริโภคจะเกาะติดและอัพเดทเกี่ยวกับสินค้าอย่างต่อเนื่องหรือแทบจะตลอดเวลาเพท่อจะสามารถทำการเลือกซื้อสินค้าที่ตัวเองชอบได้เมื่อพบดีลส่วนลดที่พึงพอใจ นอกจากนี้จะยังรีบกระจายข่าวสารของดีลดังกล่าวทางเครือข่ายสังคมของตัวเองอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
- ผู้บริโภคจะเริ่มมีการรวมตัวกันผ่านเทคโนโลยีเครือข่ายสังคมเพื่อสร้างเครื่อข่ายเฉพาะของตัวเองและสร้างอำนาจในการต่อรองราคากับสินค้าต่างๆ เช่นการได้รับส่วนลดพิเศษต่างๆ
- เทคโนโลยี Mobile Application จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลสินค้าได้แบบ Real-Time และเป็นข้อมูลที่อัพเดทที่สุด ซึ่งนั่นทำให้ผู้บริโภคสามารถเกิดการเปรียบเทียบราคาระหว่างห้างร้านหรือสินค้าคู่แข่งได้มากกว่าแต่ก่อนเพื่อค้นหาดีลที่ดีที่สุด
- ผู้บริโภคจะเกาะติดและอัพเดทเกี่ยวกับสินค้าอย่างต่อเนื่องหรือแทบจะตลอดเวลาเพท่อจะสามารถทำการเลือกซื้อสินค้าที่ตัวเองชอบได้เมื่อพบดีลส่วนลดที่พึงพอใจ นอกจากนี้จะยังรีบกระจายข่าวสารของดีลดังกล่าวทางเครือข่ายสังคมของตัวเองอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
- ผู้บริโภคจะเริ่มมีการรวมตัวกันผ่านเทคโนโลยีเครือข่ายสังคมเพื่อสร้างเครื่อข่ายเฉพาะของตัวเองและสร้างอำนาจในการต่อรองราคากับสินค้าต่างๆ เช่นการได้รับส่วนลดพิเศษต่างๆ
- เทคโนโลยี Mobile Application จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลสินค้าได้แบบ Real-Time และเป็นข้อมูลที่อัพเดทที่สุด ซึ่งนั่นทำให้ผู้บริโภคสามารถเกิดการเปรียบเทียบราคาระหว่างห้างร้านหรือสินค้าคู่แข่งได้มากกว่าแต่ก่อนเพื่อค้นหาดีลที่ดีที่สุด
หากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้น ความต้องการของผู้บริโภคนั้นคล้ายคลึงกับสมัยก่อน คือความต้องการที่จะได้ดีลสินค้าที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะในด้านราคาหรือคุณภาพสินค้า โดยพฤติกรรมที่จะค่อยๆ เปลี่ยนไปนั้นเกิดจากการเข้ามาของเทคโนโลยีที่เพิ่มความสามาถในการเชื่อมต่อและเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นของผู้บริโภคนั่นเอง
และจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เราจึงจะเห็นบริษัทห้างร้านต่างๆ จะมีการปรับโมเดลในการจำหน่ายสินค้าเพื่อที่จะสอดคล้องและตอบรับกับพฤติกรรมดังกล่าว เช่น
Group Buying – โมเดลการจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนลดพิเศษ หรือสินค้าพิเศษเมื่อมียอดการสั่งซื้อครบตามจำนวนที่ตั้งไว้ ทำให้ผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าเกิดการชักชวนเพื่อนและเครือข่ายให้ร่วมซื้อสินค้าดังกล่าว โดยโมเดลนี้มีบทพิสูจน?ความสำเร็จมาแล้วอย่าง Groupon นอกจากนี่แล้วบางแบรนด์ยังใช้โมเดลนี้ในการสร้าง Product Trial เพราะ Group Buying จะมีขั้นตอนที่ถูกขับดันโดยเครือข่ายสังคมซึ่งทำให้เกิดการกระจาย Awareness และ Trial Opportunity ในวงกว้าง
Member Sale – การมอบส่วนลดพิเศษเฉพาะกลุ่มนั้นมีมานานแล้วอันเห็นได้จากสินค้าแฟชั่นที่มีการรวบรวมสมาชิกกลุ่มพิเศษไว้ แต่เมื่อเทคโนโลยีออนไลน์ทำให้ห้างร้านต่างๆ สามารถรวบรวมข้อมูลสมาชิกและเชื่อมเครือข่ายได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้บริโภคบางส่วนก็มีการจัดตั้งเครือข่ายเฉพาะของตัวเองด้วย ขึงเป็นโอกาสอันดีที่ห้างร้านจะสร้างสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มดังกล่าว เป็นการสร้าง CRM ในลักษณะของ Exclusive Privilege แถมเป็นการเร่งให้ผู้บริโภคที่สนใจต้องพยายามเข้าเป็นสมาชิกของเครือข่ายดังกล่าวไปในตัว ซึ่งก็เป็นโอกาสในการสร้าง Loyalty Program กับลูกค้าไปอีกเช่นกัน
Flash Sale – การเอาข้อจำกัดเรื่องเวลามาเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์นั้นเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมอยู่เสมอๆ ยิ่งเมื่อการซื้อขายออนไลน์เติบโตขึ้นและง่ายขึ้น ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเฝ้าติดตามข่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์เพื่อรอส่วนลดพิเศษโดยไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านค้าในโลกจริง ซึ่งตรงนี้ทำให้ร้านค้าต่างๆ สามารถควบคุมข่าวสารและช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
Local Discount – การทำโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะพื้นที่หรือบางสาขาอาจจะเป็นเรื่องยากในสมัยก่อนเนื่องจากข้อจำกัดของสื่อและการประชาสัมพันธ์ที่อาจจะมีต้นทุนสูงจนอาจจะไม่คุ้มที่จะลงทุน แต่ด้วยการเกิดของสื่อสังคมอย่าง Facebook และ Twitter จึงทำให้ห้างร้านสามารถใช้สื่อที่ต้นทุนต่ำในการโปรโมทและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีช่องทางในการติดต่อและรับข่าวสารกับห้างร้านง่ายขึ้นทางออนไลน์ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้โมเดลที่จะมีการทำโปรโมชั่นเฉพาะหรือประยุกต์ในแต่ละพื้นที่นั้นสามารถทำได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม
Dynamic Pricing – ด้วยเทคโนโลยออนไลน์ที่พัฒนามากขึ้น จึงทำให้เกิดมโมเดลทางธุรกิจที่อาศัยความ “สดใหม่” ได้มากขึ้น เช่นการตั้งราคาสินค้าที่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยตามจำนวนของผู้ซื้อโดยมีการเปลี่ยนแปลงแบบ Real-Time เช่นยิ่งผู้ซื้อมาเท่าไร ราคาสินค้ายิ่งลดลงมากเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะยิ่งทำให้ผู้ซื้อทางออนไลน์รีบกระจายข่าวและชวนเพื่อนมาซื้อสินค้ามากขึ้นไปอีก
ทั้งหมดที่กล่าาวมานั้นเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลทางธุรกิจที่ถูกคาดการณ์ว่าเราจะเห็นห้างร้านต่างๆ นำมาใช้มากขึ้นในปี 2011 ซึ่งสอดรับการเติบโตของเทคโนโลยีและการทำธุกิจบนโลกออนไลน์ที่จะโตขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลประกอบบทความจาก – Trendwatching.com
เทรนด์ปี 2011 ที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาด
ปี 2010 กำลังจะจบลงพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญมากมายที่เกิดขึ้นในปี ไม่ว่าจะเป็นการบูมสุดขีดของ Smartphone และ Facebook ตลอดจากออกสินค้าพลิกโลกอย่าง iPad ก่อนที่บรรดาคู่แข่งจะแห่ออก Tablet กันมาล้นตลาด การมีความหวังกับ 3G(ก่อนที่จะดับไปอย่างรวดเร็ว) ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นรากฐานของพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2011 ซึ่งบทความนี้จะลองนำประเด็นและเทรนด์สำคัญบางอย่างมาสรุปเพื่อให้นักการตลาดและคนที่สนใจจะได้ติดตามกัน
1. การตลาดผ่าน Social Media จะดุเดือดขึ้นและเกร่อจนถึงขั้นเฝือ บริษัทห้างร้านและแบรนด์ต่างๆ จะใส่ Online & Social Media เข้าไปใน Marketing Plan ของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะผู้บริโภคเริ่มใช้ชีวิตอยู่กับโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ
2. Mobile Application จะกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายแบรนด์ให้ความสนใจเพราะยอดการจำหน่ายของ Smartphone ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แถมราคาก็จะยิ่งถูกลงจนเป็นไปได้ว่าเราสามารถซื้อ Smartphone ได้ในราคา Feature Phone ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสในการทำการตลาดหรือสร้างยอดขายกับอุปกรณ์ที่แทบทุกคนต้องตกพกพาและใกล้มือยิ่งกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์
3. Tablet จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับตลาดสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย เพราะหากไม่ผิดพลาดแล้ว iPad2 จะเปิดตัวในต้นปีหน้า เช่นเดียวกับคู่แข่งอีกมากมายจะเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ซึ่งนิตยสารต่างๆ คงไม่ปล่อยโอกาสในการทำรายได้บนอุปกรณ์นี้เป็นแน่ เพราะนอกจากจะได้รายได้จากการขายหนังสือแล้ว นั่นหมายถึงรายได้จากโฆษณาที่เพิ่มขึ้น รวมทั้ง Positioning ที่จะถูกยกตามขึ้นมาด้วย
4. Payment รูปแบบใหม่ๆ จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของทั้ง Social Media และ Mobile Device เพื่อให้บริษัทต่างๆ เริ่มสามารถทำรายได้อย่างจริงจังบนโลกดิจิตัลได้แทนที่จะถูกมองว่าเป็นแค่สื่อเพื่อสร้าง Awareness เพียงอย่างเดียว นั่นรวมไปถึงการเกิดขึ้นของ In App Purchasing หรือการ e-Wallet
5. โลกอินเตอร์เนตรวมทั้งเวบไซต์ต่างๆ จะค่อยๆ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางและจุดเริ่มต้นของข้อมูลข่าวสารแทนสื่อหลักเนื่องจากความสดของข้อมูลแบบ Real-Time ซึ่งจะกลายเป็นมาตราฐานใหม่ของการเสพข้อมูลข่าวสารต่างๆ เวบไซต์ที่ต้องผันตัวเองให้ Dynamic และแสดงผลแบบอัพเดท Real-Time มากขึ้น
6. การเกิดใหม่ของสินค้าดิจิตอลที่จะหลบเลี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการสร้าวประสบการณ์ที่ไม่สามารถครอบครองได้ด้วยเทคโนโลยีที่ซื้อได้ในราคาถูกเช่นการดูหนังสามมิติ ตลอดไปจนการสร้าง Exclusive Content หรือ Live Streaming
7. ราคาที่ถูกลงของเทคโนโลยีพร้อมกับศักยภาพที่มากขึ้นจะทำให้ชีวิตคนเมืองและหัวเมืองต่างๆ ก้าวไปสู่รูปแบบพฤติกรรมใหม่ๆ เช่นการเสพสื่อ การใช้อุปกรณ์พกพา การใช้สังคมออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นไปได้ที้จะมีความเลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีที่มากขึ้นในบางพื้นที่
8. ตลาด Mass จะมีการแตกออกมาเป็นตลาดขนาดเล็กมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเทคโนโลยีทำให้เกิดการรวมกลุ่มของที่มี Common Interests เด่นชัดมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มต่างๆ ในสังคมออนไลน์
9. การเกิดรูปแบบ Social Commerce ที่มากไปกว่าการใช้ Social Network เป็นเพียงเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์เช่น Group Buying
10. การกระโดดเข้าสู่ e-Commerce อย่างจริงจังของ Retailer ต่างๆ เพราะเล็งเห็นแล้วว่าตลาดออนไลน์มีกำลังซื้อและความเชื่อมันในการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ
11. กลยุทธ์ด้านการตลาดจะไม่ใช่เน้นแค่การสร้าง Awareness อีกต่อไป แต่จะให้ความสำคัญกับ CRM ด้วยเพราะจะมีผลสำคัญในการที่ลูกค้าจะบอกต่อและแนะนำให้กับเครือข่ายใน Social Media ได้
12. กลุ่มของ Key Social Media User จะเริ่มแยกประเภทอย่างเห็นได้ชัดว่าใครเป็น Celebrity Reporter Networker หรือ Influencer ซึ่งจะกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่นักการตลาดต้องการในการทำ Social Media Marketing ต่อไป
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงไอเดียและภาพคร่าวๆ ที่น่าสนใจบางส่วนเท่านั้น หากยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรติดตามอีกซึ่งจะหยิบมานำเสนออีกในอนาคต
Thx : Nuttaputch Wongreanthong
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


